หางานให้ได้งาน เรื่องไม่ยากที่คุณก็ทำได้

ช่วงเวลาของการหางานทำนั้น เป็นช่วงเวลาที่อาจทำให้เกิดความเครียดหากคุณรองานเป็นเวลานาน ยิ่งถ้าใครที่มีเหตุให้ต้องตกงานกะทันหัน ความเครียดยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่กำลังหางาและไม่ได้งานซักที คือ ความท้อแท้ หมดหวัง ถ้าคุณอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานๆเข้าไม่เป็นผลดีแน่นอน  บางทีคุณอาจต้องเริ่มจากการตั้งสติให้ดีและพิจารณาสิ่งเหล่านี้

  1. ถามตัวเองว่างานที่สมัครไปใช่งานที่มองหาและเหมาะสมกับคุณจริง ๆหรือไม่

บางคนต้องการงานให้เร็วที่สุดเพราะความกดดันหลายอย่างทั้งจากครอบครัว และเรื่องค่าใช้จ่ายที่ บีบรัด จึงมองข้ามการตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริง  แม้จะมีคติที่ว่า ไม่เลือกงานไม่ยากจน ใช่ !!!การไม่เลือกงานเป็นสิ่งดี แต่การฝืนสมัครทำงานที่ไม่ตรงความสามารถ ความถนัด ก็อาจเป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างมองไม่เห็นศักยภาพในตัวคุณและปฏิเสธการจ้างงานก็เป็นได้  ลองคิดทบทวนให้ดีว่าคุณทำงานอะไรได้ดี ทำแล้วมีความสุข เลือกสมัครงานที่ตรงความต้องการและทุ่มเทโฟกัสลงไปอาจดีกว่า

หางานให้ได้งาน เรื่องไม่ยากที่คุณก็ทำได้

  1. คุณมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะกับการทำงานหรือไม่

บางคนนั้นคิดว่าตัวเองจบมาเกรดเฉลี่ยสูง เคยผ่านงานในองค์กรใหญ่มา แต่มีพฤติกรรมที่เป็นน้ำเต็มแก้ว คนแบบนี้องค์กรคิดว่าพัฒนาไม่ได้ คุณจะกลายเป็นตัวเลือกที่ถูกตัดออก จึงควรที่จะรักการเรียนรู้และเคารพผู้อื่น หรือบางคน ว่างงานไปพักใหญ่ ใช้ชีวิตสบายตามใจฉัน สภาพไม่พร้อมกับการทำงาน ละเลยชีวิตแบบคนทำงาน แบบนี้ถ้าไปสมัครงานด้วยความไม่พร้อม ก็ไม่แปลกที่เขาจะปฏิเสธคุณ ดังนั้นจงปรับพฤติกรรมให้พร้อมเข้าสู่การทำงาน  เตรียมความพร้อมไว้เสมอ หากถูกเรียกสัมภาษณ์งานอีกครั้งโอกาสได้งานไม่น่าจะเป็นรื่องยาก

  1. นี่สมัครงานใหม่ นะคุณ เรซูเม่ สมัยพระเจ้าเหาปรับปรุงใหม่หน่อยไหม

ข้อมูลในเรซูเม่ต้องอัปเดทให้เป็นปัจจุบัน ระบุข้อมูลที่จะบ่งชี้ว่าคุณเหมาะกับงานใหม่ที่สมัครไป ทำให้เกิดความประทับใจตั้งแต่ HR ไปถึงนายจ้าง  เรซูเม่ที่ว่างเปล่า ไม่สามารถระบุว่าคุณมีความสามารถอะไร ยังไง นั้นช่างไม่น่าสนใจเอาซะเลย ถ้าคุณคิดว่าคุณคือเด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์ยังมีวิธีเขียนให้รู้ว่าคุณได้ผ่านกิจกรรมอะไรมาบ้าง หรือ ถ้าคุณคือคนที่ตกงานมานาน ถ้าสามารถระบุหลักสูตรที่คุณไปเข้ารบการอบรมมาได้ก็ทำให้เห็นว่าคุณนั้นรักที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หลักสูตรดีๆที่มีให้คุณเรียนรู้โดยไม่เสียเงินมีมากมาย ทั้งแบบออนไลน์ ที่ใช้เวลาไม่นาน และแบบที่เข้าไปฝึกประสบการณืจริง อย่าทิ้งเวลาให้สูญเปล่า อัพความรู้ให้ตัวเองไว้รับรองว่านายจ้างจะสนใจในตัวคุณอย่างแน่นอน

ลองให้เวลากับการพัฒนาตัวเอวก่อนไปสมัครงาน ทำตัวให้มีความพร้อมอยู่เสมอ และฝึกตัวเองให้มีใจที่เข้มแข็งยอมรับข้อผิดพลาดและปรับปรุงสักวันคุณต้องได้งานที่เหมาะกับคุณอย่างแน่นอน

Service Mind คุณสมบัติสำคัญที่ทุกอาชีพควรมี

หลายคนเข้าใจว่า Service Mind ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานบริการ แต่แท้จริงแล้คนทุกๆอาชีพควรจะมีคุณสมบัตินี้  เพราะทุกๆอาชีพนั้นต่างก็มีหน้าที่ในการให้บริการผ่านงานที่ตนเองทำ  ไม่เฉพาะแต่คนที่ทำงานบริการที่ต้องให้บริการแก่ลูกค้าเท่านั้น

หากคุณกำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน เป็นผู้สมัครงานหน้าใหม่ หรือ เคยผ่านการทำงานมาแล้วก็ตาม สิ่งที่ผู้สมัครงานทุกคนควรพกไปด้วยและแสดงให้นายจ้างเห็นคือความมีใจในการบริการหรือ Service Mind นั่น เอาหลายครั้งในการสมัครงานผู้สมัครงานมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในด้านคุณวุฒิการศึกษา ความสามารถ ประสบการณ์  ทักษะ  การที่ผู้ประกอบการจะเลือกใครสักคนให้ได้งานนั้น ก็มาจากการดูว่าคนคนนั้นมีพื้นฐานของ Service Mind หรือไม่ เพราะหากมีแล้วการทำงานร่วมกันและทำงานร่วมกับบุคคลอื่นนอกองค์การจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก

เพื่อให้ผู้สมัครงาน มีการพัฒนาตัวเองให้มี  Service Mind  เรามาดูกันว่า คนที่มี Service Mind นั้นเป็นอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้ยึดเป็นแบบอย่าง

  1. ยิ้มแย้มเข้าไว้ เพื่อให้คนที่มารับบริการไม่ว่าลูกค้า หรือ คนภายในองค์การ เกิดความรู้สึกดี ๆ เวลาเข้ามารับบริการ  ฝึกยิ้มบ่อย ๆ โดยฝึกยิ้มกับกระจก เวลาพูดให้มองกระจกไปด้วย ยิ้มไปเพื่อให้เกิดรอยยิ้มในน้ำเสียง
  2. ฝึกให้ตัวเองพร้อมต่อการทำงานที่รวดเร็วและมีคุณภาพ ลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้ได้มากที่สุด
  3. ส่งมอบมูลค่าเพิ่มให้กับผู้รับบริการ ทำให้บริการของคุณเกิดคุณค่าสูงสุด เกิดความพึงพอใจสูงสุด ต่อผู้รับบริการ และปรารถนาจะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง
  4. สร้างความประทับใจแรกพบให้น่าประทับใจมากที่สุด ดูแลในเรื่องบุคลิก การแต่งกายให้สะอาด สุภาพ ถูกกาลเทศะ ดูดีในภาพรวม
  5. มีความมั่นใจในการทำงาน และไม่ลืมที่จะแสดงความสุภาพอ่อนโยนทำให้ผู้ที่พบเห็นหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วย รู้สึกประทับใจในความอ่อนน้อมถ่อมตน
  6. มีความอดทน รู้จักควบคุมอารมณ์ แก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดไม่ทำให้ผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือรู้สึกว่าถูกทำให้ขัดใจ เรื่องนี้ทำยากพอสมควรต้องอาศัยประสบการณ์
  7. การให้บริการที่ดี ไม่ใช่การทำตามใจทุกคน แต่ต้องอยู่บนความถูกต้อง ดีงาม ด้วย ม่จำเป็นต้องทำสิ่งผิดเพื่อเอาใจใคร
  8. ยืนหยัดในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคปัญหาสักกี่ครั้ง ก็ไม่ท้อถอย แม้เจอคำตำหนิ ต่อว่า หรือ ก็ต้องอดทน ในขณะเดียวกันการไม่แก้ตัวเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องแก้ไขปัญหาได้ด้วย
  9. ไม่แบ่งแยกหรือเลือกที่รักมักที่ชัง ให้การบริการและช่วยเหลือผู้ที่มาติดต่อประสานงานอย่างเสมอภาคกัน
  10. ไม่ว่าจะทำงานในตำแหน่งใดก็ต้องอุทิศตนให้กับงานที่ทำ ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่

 

หากคุณสามารถพัฒนาตัวเองให้มี Service Mind ได้แล้วนั้น มันจะสะท้อนออกมาในการทำงานของคุณไม่ว่าจะในตำแหน่งงานใดก็ตาม คนแบบนี้องค์การต้องการเป็นที่สุด เพราะว่าจะไม่สร้างปัญหาให้องค์การอย่างแน่นอน

 

อยากเป็นแอร์โฮสเตส ใช่ไหม ตรวจสอบคุณสมบัติต่อไปนี้ด่วนๆ

อาชีพในฝันของสาวๆหลายๆคนก็คือการได้ติดปีกนางฟ้า เป็นพนังงานต้องรับบนเครื่องบินหรือ แอร์โฮสเตส นั่นเอง อาชีพที่ทำให้เด็กสาวหลายๆคนมีภาพฝันถึงการแต่งชุดยูนิฟอร์มสวยงาม เกล้าผมสวยๆ มีบุคลิกดีๆ  มีรอยยิ้มที่ดึงดูดสายตาของผู้คน สามารถสร้างความประทับใจและสร้างความอุ่นใจให้กับผู้โดยสารได้

นอกจากภาพลักษณ์ที่ดีของผู้ที่มีอาชีพแอร์โฮสเตสแล้ว สิ่งที่ตามมายังเป็นที่มีโอกาสดีๆอีกมากมาย ทั้งการได้ไปเที่ยวต่างประเทศ  การได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร  ค่าตอบแทนที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดึงดูดสาวๆให้สนใจสมัครงานในอาชีพนี้ แต่ไม่ใช่จะเป็นกันได้ง่ายๆ เพราะนอกจากบุคลิกดี มีความพร้อมแล้วเรื่องของใจในการให้บริการความอดทนและความกล้าตัดสินใจยังเป็นสิ่งที่ต้องมีพร้อมในผู้ที่จะมาทำหน้าที่แอร์โฮสเตส

หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่สนใจสมัครงานในอาชีพนี้แล้วละก็จงเตรียมตัวให้พร้อมและพัฒนาตัวเองให้มีคุณสมบัติต่อไปนี้ หากทำได้การสมัครงานในตำแหน่งแอร์โฮสเตส ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป คุณอาจเป็นสาวคนต่อไปที่ได้ติดปีกเป็นนางฟ้าของสายการบินชั้นนำก็เป็นได้ ลองนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปใช้ในการเตรียมความพร้อมของคุณดูนะ น่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย

  1. มีใจรักการบริการ เป็นคุณสมบัติสำคัญ และหัวใจของแอร์โฮสเตสเพราะคุณจะต้องตอบคำถาม หรือแก้ปัญหาให้แก่ผู้โดยสาร รวมถึงการทำให้ผู้โดยสารพึงพอใจ ที่ได้รับการบริการที่ดีที่สุด
  2. ฝึกการวางตัวและบุคลิกภาพ เพราะนอกจากจะทำห้าที่บริการแล้ว แอร์โฮสเตสเป็นเสมือนหน้าตาให้กับสายการบิน ดังนั้นควรดูแลเครื่องแต่งกายและบุคลิกภาพ ให้ดูสง่า สะอาด และดูสดใสอยู่เสมอ เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง เล็บ และทรงผม ก็ไม่อาจมองข้ามได้
  3. ทำตัวให้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ง่ายในสถานการณ์ต่างๆ เพราะการ ในฐานะลูกเรือ ต้องได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมวิชาชีพในหลากหลายตำแหน่งงาน ต้องเจอสถานการณ์แตกต่างกันออกไป การปรับตัวได้ตลอดเวลาจะส่งผลดีต่อการทำงาน และยังอาจจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของ ตารางบิน หรือถูกเรียกแทน ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม หรืออาจจะต้องมีการย้ายที่อยู่ไปในประเทศต่างๆ ดังนั้นต้องเจอกับการปรับตัวพื้นฐาน เช่น วัฒนธรรมใหม่ อาหารการกิน เป็นต้น
  4. ต้องสามารถทำงานเป็นทีมและสามารถมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้ ในบางสถานการณ์ต้องเป็นผู้นำต้องตัดสินใจ และในหลายสถานการณ์ที่ต้องเป็นผู้ตามที่ดี และสนับสนุนการทำงานหรือการตัดสินใจของผู้นำ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น
  5. เปิดใจกับวัฒนธรรมที่แตกต่างและหลากหลาย แน่นอนว่านอกจากจะเจอเพื่อนร่วมงานที่มาจากหลายเชื้อชาติ ยังต้องพบกับผู้โดยสารจากนานาชาติที่อาจมีความต้องการการบริการที่แตกต่างกันไป การเข้าใจวัฒนธรรมการบริการบางประการของคนแต่ละชาติจะช่วยให้คุณสามารถสร้างความประทับใจได้มากทีเดียว
  6. แสดงความเป็นมิตร เอาใจเขามาใส่ใจเรา จริงใจในการให้บริการผู้โดยสาร ให้ใจในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานก็เช่นกัน มีความเห็นใจผู้อื่น ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีเยี่ยมและสนับสนุนการทำงาของทีมเพื่อให้การบริการยอดเยี่ยม

 

วงการโฆษณา เขาทำอะไรกัน แล้วคนแบบไหนที่วงการนี้ต้องการ

งานโฆษณา คือการส่งเสริมการขายผ่านสื่อโฆษณาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทำผ่านทาง วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ อาชีพในแวดวงโฆษณา ได้รับความนิยมมาโดยตลอดตั้งแต่สื่อเข้ามามีอิทธิต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค  ในปัจจุบันยิ่งทวีความสำคัญเป็นอย่างมาก

งานโฆษณา เป็นงานเกี่ยวกับการสื่อสาร เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในตัวสินค้า ตำแหน่งงานโฆษณา นั้นมีขอบเขตรวมไปถึง  งานวางกลยุทธ์การโฆษณา งานวิทยุโทรทัศน์ งานสื่อสิ่งพิมพ์งานครีเอทีฟ งานช่างภาพ งานตัดต่อ งานบรรณาธิการ งานข่าว งานผลิตสื่อ

ตำแหน่งงานที่มักมีการประกาศรับสมัครงาน สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ  กลุ่มงานแรก  คือ บริการลูกค้า เช่น Account Executive Account Manager และ  กลุ่มงานที่สองคือ   งานครีเอทีฟ ซึ่งแยกเป็น  ตำแหน่งงาน Copywriter , Art Director, Content Editor และ Social Media Specialist

ตำแหน่งงานด้านโฆษณา นั้น เปิดรับผู้สมัครงานอยู่เรื่อยๆเพราะเป็นวงการที่มีการเคลื่อนย้ายของคนทำงานอยู่เสมอ และผู้ที่สามารถสมัครงานในด้านนี้ได้ ส่วนใหญ่จะเป็น ผู้ที่เรียนจบมาจากคณะนิเทศศาสตร์ (สาขาการโฆษณา / สาขาสื่อสารการตลาด) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน คณะสื่อสารมวลชน คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการโฆษณา) คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการตลาด)  แต่ก็ยังเปิดกว้างให้กับผู้ที่มีความสนใจและมีประสบการณ์ตรงที่อาจจะไม่ได้เรียนสายนี้มาโดยตรง

สำหรับใครที่อยากทำงานด้านนี้ อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติ   เด่น ในเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นเป็นคุณลักษณะเด่นที่จะขาดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีแล้วการจะรังสรรค์สิ่งต่างๆที่สามารถดึงดูดสายตาและดึงดูดความสนใจผู้คนก็คงไม่อาจทำได้

นอกจากความสร้างสรรค์ แล้ว ยังต้องมี  ความรู้ความสามารถด้านงานโฆษณา เช่น รู้กระบวนการทำงาน รู้เทรนด์ของการทำโฆษณา มีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผน ออกแบบแผนงานต่าง ๆ   มีความรู้ในเรื่องการวางแผนสื่อโฆษณามีความรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มทางการตลาดของสื่อได้และสามารถกำหนดได้ว่า งานแต่ละชิ้นจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

บุคลิกลักษณะนิสัยที่จะส่งเสริมให้ทำงานในหน้าที่นี้ได้ดี ก็มี อาทิ   มีมนุษยสัมพันธ์ และบุคลิกภาพที่ดี  เป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง  มีความรู้รอบตัว ความคิดสร้างสรรค์ กว้างไกล และมีจินตนาการ  สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้

หน้าที่ความรับผิดชอบของนักโฆษณา   ได้แก่  การพบลูกค้าเพื่อกำหนดแผนงาน  วางแผนงานให้ตรงตามจุดประสงค์ของสินค้าแต่ละประเภท  นอกจากคิดงานแล้ว ยังต้อง กำหนดงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละโปรเจค  กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อนำเสนอลูกค้า  ศึกษาและกำหนดแนวทางของกลุ่มผู้บริโภคว่าตรงกับสินค้า วางแผนงานเกี่ยวกับขั้นตอนการทำชิ้นงานโฆษณาให้เป็นไปตามความต้องการ ประสานงานการส่งชิ้นงานที่จะทำโฆษณาให้คณะกรรมการวิทยุและโทรทัศน์พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการเผยแพร่

สรุปแล้ว คนที่จะทำงานโฆษณาได้ดี นอกจากความคิดสร้างสรรค์  ความรับผิดชอบ ยังต้องมีแนวคิดทางธุรกิจร่วมและสามารถเชื่อมโยงสู่การสื่อสาร เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เกิดความต้องการซื้อสินค้าและบริการ

 

คำถามสัมภาษณ์งาน ที่เหล่าวิศวกรจบใหม่ต้องเจอ

 

วิศวกร คือ หนึ่งในวิชาชีพที่เป็นที่ต้องการของเมืองไทย และยังคงต้องการในหลากหลายสาขา เป็นอาชีพหนึ่งที่เปิดรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาเข้าสู่การทำงานมากพอสมควร  การหางานทำของเด็กจบใหม่ในสายวิชาชีพนี้อาจไม่ใช่เรื่องยาก บางคนข้ามขั้นตอนการหางานไปเลยเพราถูกจองตัวก่อนที่จะจบการศึกษา แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเช่นนั้น  บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ป้ายแดงหลายคนจึงต้องหางานทำ ในการสมัครงานก็ย่อมต้องเจอการสัมภาษณ์งาน เรามักเจอว่าวิศวกรส่วนใหญ่นั้นพูดน้อย ต่อยหนัก คือไม่ค่อยที่จะสามารถสื่อสารในการทำให้กรรมการสัมภาษณ์งานเห็นถึงความโดดเด่นและความสามารถ ดังนั้น เราจึงขอนำเสนออีกหนึ่งแนวทางในการเตรียมตัวเมื่อคุณต้องตอบคำถามสัมภาษณ์ และนี้คือคำถามพื้นฐานที่มักถูกนำขึ้นมาทดสอบเหล่าวิศวกรมือใหม่

  1. ช่วยให้คำจำกัดความของ คำว่า “วิศวกรรม”   นี่คือคำถามที่ ต้องการวัดทัศนคติและระดับความชอบรวมทั้งความศรัทธาในอาชีพของคุณ  คุณสามารถตอบตามความเข้าใจได้  แต่ถ้าคุณสามารถตอบคำถามโดยให้มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่บริษัทที่คุณเข้ารับการสัมภาษณ์ทำ สอดคล้องกับสินค้าหรือบริการแบบขององค์การ เช่น  พุ่งคำตอบไปที่บทบาทงานวิศวกรรมในส่วนที่คุณเกี่ยวข้องว่า ความรู้ทางวิศวกรรมจะช่วยปรับปรุงและพัฒนาสินค้าแบริการ เพื่อส่งมอบสิ่งที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าได้อย่างไร ก็จะทำให้คุณได้คะแนนดีไม่น้อย
  2. ที่ผ่านมาคุณได้ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมในการแก้ปัญหาอะไร ได้สำเร็จและเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำ ข้อนี้เขาต้องกรรู้ว่าคุณสามารถประยุกต์ใช้ทักษะใดในการแก้ปัญหาและเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นในงานได้บ้าง  ข้อนี้แน่นอนว่าสามารถตอบอย่างตรงไปตรงมา และขอให้คำตอบแสดงถึงจุดแข็งและทักษะของคุณในการเป็นวิศวกร  กรณีเด็กจบใหม่ ง่ายที่สุด หากคุณเคยออกค่าย และได้ประดิษฐ์หรือสร้างอะไรขึ้นมาด้วยความรู้ทางวิศวกรรมเพื่อส่งมอบให้กับชุมชนคุณสามารถพูดถึงสิ่งนั้นได้
  3. คุณได้อัพเดททักษะทางวิศวกรรมบ้างไหม ในปีที่ผ่านมามีอะไรน่าสนใจบ้าง ข้อนี่เป็นการถามอ่างตรงไปตรงมา  เพราะวิชาชีพนี้ต้องพัฒนาทักษะและเรียนรู้วิธีการใหม่ๆอยู่เสมอ คนที่มีการติดตามงานทางวิศวกรรมใหม่ ๆ ย่อมแสดงถึงการใฝ่หาและรักการเรียนรู้ รวมทั้งมีความพร้อมในการพัฒนาตนเอง   คุณสามารถพูดถึงแหล่งข้อมูลที่คุณใช้ศึกษาหาความรู้ได้เลย   รวมทั้ง กล่าวถึงหลักสูตรต่าง ๆ ที่คุณได้ไปศึกษาหาข้อมูลมาและวางแผนที่จะสมัครไปเข้ารับการอบรม
  4. ขอให้บอกเราว่า คุณชอบอะไรมากที่สุดในการเป็นวิศวกร เป็นการถามแรงจูงใจที่ทำให้คุณอยากเป็นวิศวกร บางคนจนกระทั้งเรียนจบมาก็ไม่เคยถามตัวเอง บงคนเรียนเพราะคิดว่าเป็นวิชาชีพที่สร้างรายได้ หรือ เรียนเพราะเป็นค่านิยมของคนที่เรียนเก่งว่าต้องเรียนคณะนี้  ควรพิจารณาให้ดีก่อนตอบ และจะดีมากหากคุณพูดถึงคุณค่าในงานของคุณที่มีต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม การไก้เป็นผู้แสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่ดีเพื่อสังคม เพราะนั่นแสดงถึงการที่คุณพร้อมจะทำหน้าที่ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่สร้างสรรค์สังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในค่านิยมของวิศวกร

อยากทำงานใน บริษัทยนตรกรรมระดับโลก ต้องได้ TOEIC เท่าไหร่มาดูกัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ภาษาอังกฤษ” กลายเป็น “สิ่งจำเป็น” สำหรับการทำงานไปแล้ว ลองมาดูกันว่าบริษัทชั้นนำทั้งระดับประเทศและองค์กรข้ามชาติ ต้องการคะแนน จากผู้สมัครงานเท่าไรกันบ้าง  บอกก่อนเลยว่าต้องการคะแนนสูงทีเดียว  ดังนั้นเพื่อให้เพิ่มโอกาสในการสมัครงาน ผู้สมัครงานต้องเตรียมตัวให้พร้อม ฝึกฝนทำข้อสอบ TOEIC ให้มาก และ พยายามทำคะแนนสอบให้ได้ดีๆ โอกาสการได้งานในองค์กรชั้นนำก็น่าเป็นจริงได้ง่ายขึ้น

เรามาเริ่มกันที่ บริษัทข้ามชาติอย่าง  ยอดนิยมของคนหางานอย่าง  HONDA  กำหนดว่าขั้นต่ำต้องการผู้ที่ได้  TOEIC 500 คะแนน เพื่อมาทำงานในตำแหน่ง  Planning Purchasing cost  , New Model Cost Project Leader , System Development Senior Staff , Logistic Officer   แต่ถ้าเป็นตำแหน่งที่ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น อย่าง ตำแหน่ง   Quality Control Engineer , Design Engineer และ Purchasing Officer ต้องได้คะแนนสูงถึง 600 คะแนน ส่วนการสมัครงานในตำแหน่ง  IT System Analyst กำหนดคะแนน TOEIC  ไว้ที่  650 คะแนน   และโหดหน่อยหาจะมาสมัครงานใน ตำแหน่ง  Customer service : Motorcycle Service Publication Staff  , HR Staff  และ  Power Product-Export Sales ต้องมีคะแนน    TOEIC  ถึง 650  คะแนน

บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Mitsubishi Electric ก็โหดไม่ต่างกัน เมื่อเปิดรับผู้สมัครที่ต้องมีคะแนน ขั้นต่ำ 400 คะแนน  หากต้องการสมัครในตำแหน่ง  Purchasing staff , Structure Design Engineer, System Engineer, Programmer, Payroll Staff , Sale & Marketing Executive, Value Engineer และ Export Staff และถ้าหากต้องการทำงานด้าน HR ในตำแหน่ง HR Senior Staff (ER)  ต้องได้ คะแนน TOEIC ขั้นต่ำ 600  คะแนน

ค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง NISSAN นั้นเปิดรับผู้ที่ได้คะแนน TOEIC ขั้นต่ำที่ 500 คะแนน สำหรับการสมัครในตำแหน่ง Cost Engineering Control Center หากได้ 550 คะแนน จะสามารถสมัครในตำแหน่ง  Financial Analyst , Vehicle Cost Control & Analysis Engineer , Automotive Regulation Engineer และ Export Part Quality Assurance และสำหรับตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากๆหน่อยอย่าง  R&D Engineer , Business System Analyst Specialist,  Field Quality Engineer  ,Strategic Planning Assistant Manager/Manager (R&D function)  และ Strategic Planning Senior Staff (R&D function)  ต้องมีคะแนนอย่างน้อย 650 คะแนน

ด้านค่าย TOYOTA มีข้อมูลออกมาว่า หากต้องการสมัครงานในตำแหน่ง   Marketing officer  และ Purchasing Specialist  ต้องยื่นใบสมัครพร้อมผลคะแนน TOEIC 550 คะแนน

ค่าย ISUZU ค่อนข้างเรียกคะแนนสูงมากทีเดียวเพราะต้องได้ถึง 650 คะแนน สำหรับการสมัครในตำแหน่ง  Export Sales Operation Office  และ  Service Engineer

ขอปิดท้ายกับอีกหนึ่งบริษัทที่ไม่ได้ผลิตรถยนต์ แต่เกี่ยวข้องในวงการยนตรกรรม  คือ  Bridgestone ต้องมีคะแนน TOEIC 600 คะแนน หากคุณต้องการมาร่วมงานในตำแหน่ง   Automation/Mechatronics/Electrical : Production Development (Regional Role) , Staff / Senior Staff  Regional Manufacturing IT  และ  Staff of Human Resource   และต้องได้ 650 คะแนนสำหรับ ตำแหน่ง Regional Role: Engineer of New Product Process Development (Staff/Senior Staff)  ส่วนที่โหดสุดๆ คือ Industrial Engineering : AP Regional Role (Staff or Senior Staff)  อย่างน้อยต้องมีคะแนน 700 คะแนน และถ้าอยากก้าวสู่การเป็น   Managerial Accounting Officer คุณต้องมี  TOEIC 750+ คะแนน

 

ตามมาส่องเงินเดือนวิศวกร เห็นแล้วถึงกับตาร้อน

ในบรรดาเด็กจบใหม่ สายงานวิศวกรมักมีอัตราเงินเดือนแซงหน้าอาชีพอื่นๆ นั่นก็เพราะเป็นวิชาชีพที่มีความรับผิดชอบสูง ความเสี่ยง ใครที่เป็นว่าที่บัณฑิตวิศวกรรม ก็จงมาดูข้อมูลเงินเดือน และ  สวัสดิการของวิศวกรจบใหม่>ประสบการณ์ ตั้งแต่ 0-5 ปี เพื่อเป็นแรงบันดาลให้ให้ตั้งใจเรียน เพื่อมาสมัครงานเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นวิศวกรป้ายแดงที่มีคุณภาพ รับลองว่าได้เห็นเงินเดือนแล้วจะอยากรีบจบมาสมัครงานกันแน่นอน ซึ่งจากการสำรวจ Salary Guide ของ Adecco Thailand ที่ทำการสำรวจในปี 2018 พบว่าอัตราค่าตอบแทนของวิศวกรที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5  นั้นมากใช่ย่อยนะ

เริ่มที่ วิศวกรเครื่องกล (Mechanical Engineer)  ผู้ทำหน้าที่ ออกแบบ วางแผน ควบคุมการทำงานตามแบบดูแลระบบติดตั้งเครื่องจักรต่างๆ วางแผนระบบปฏิบัติงาน และการบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ  รวมถึง งานครอบคลุมได้หลายสายเช่น ด้านอาคารสิ่งก่อสร้าง  ด้านสายงานผลิตในโรงงาน ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร หากอยู่ใน สายงานวิศวกรรม และเทคนิค จะมีเงินเดือน อยู่ที่  25,000 – 40,000  บาท   ยิ่งเป็น  สายงานอุตสาหกรรม จะสูงถึง  20,000 – 50,000 บาท   และถ้าได้ทำงานใน บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น  ก็เตรียมตัวรับเงินเดือน 70,000 – 100,000 บาท ได้เลย เยอะแบบนี้รีบๆมาสมัครงานกันเลย

วิศวกรเคมี (Chemical Engineer)  ทำหน้าที่ ควบคุม ดูแล ปรับปรุง แก้ไขงานในกระบวนการผลิต
หรือออกแบบ ปรังปรุงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตทางเคมี ชีวเคมี หากทำงานใน บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น   จะมีอัตราค่าตอบแทนรายเดือนสูงถึง 50,000 – 80,000  บาท ส่วน สายงานอุตสาหกรรม อยู่ที่18,000 – 50,000  บาท  และ สายงานวิศวกรรม และเทคนิค  25,000 – 40,000 บาท

วิศวกรไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ (Electrical Engineer)  ที่ทำงาน ออกแบบ และเขียนแบบทางไฟฟ้า
วางแผนการบำรุงรักษาระบบของเครื่องจักรไฟฟ้า และอุปกรณ์  ควบคุมตรวจสอบระบบไฟฟ้า วิเคราะห์ แก้ปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า หรือการจ่ายไฟฟ้า  สายงานอุตสาหกรรม  20,000 – 40,000 บาท ส่วน สายงานวิศวกรรม และเทคนิค ขยับขึ้นมาที่  25,000 – 35,000 บาท และจะได้ถึง 50,000 – 70,000 บาท หากทำงานใน บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น

วิศวกรก่อสร้าง (Construction Engineer)  รับผิดชอบออกแบบโครงสร้าง สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมถึงการบริหารงานก่อสร้างด้วย  หากอยู่ใน สายงานวิศวกรรม และเทคนิค จะได้เงินเดือน 25,000 – 30,000 บาท สายงานอุตสาหกรรม 20,000 – 50,000 บาท  และจะได้เยอะพอสมควรหากอยู่ใน บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น   โดยได้รับเงินเดือน 50,000 – 70,000 บาท

วิศวกรออกแบบ (Design Engineer)  ที่ทำหน้าที่ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า
เขียนแบบ นำเสนองาน ประสานงานกับฝ่ายผลิต รวมถึงการลงหน้างานจริงเพื่อตรวจสอบ แก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น  ในสายงานวิศวกรรม และเทคนิค ได้รับ 25,000 – 40,000 บาท ส่วน สายงานอุตสาหกรรม ได้รับ 20,000 – 50,000 บาท

วิศวกรซ่อมบำรุง (Maintenance Engineer)  ที่ทำหน้าที่ วางแผนการซ่อมบำรุง และป้องกันเครื่องจักรเสียหาย แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือระบบต่างๆ  สายงานวิศวกรรม และเทคนิค ได้รับ 25,000 – 40,000 บาท หากทำงานใน บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น  จะได้เงินเดือนสูงถึง 50,000 – 80,000 บาท

วิศวกรประเมินราคา (Estimation Engineer)  ทำหน้าที่ ถอดแบบ ประเมินราคาต้นทุนวัสดุ อุปกรณ์
และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการก่อสร้าง หรือในโปรเจคงานต่างๆ ต้องมีความละเอียด, การประเมินจำนวนวัสดุที่จำเป็น, ประเมินระยะเวลา และแรงงานที่ต้องใช้  ใน สายงานวิศวกรรม และเทคนิค มีเงินเดือน 35,000 – 40,000 บาท

วิศวกรการขาย (Sales Engineer) ผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์กับลูกค้า ให้คำปรึกษา คำแนะนำ สาธิตการใช้งาน สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หาโอกาสใหม่ๆ ในการนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ รับฟังข้อเสนอจากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงกับทีม  หากอยู่ใน สายงานวิศวกรรม และเทคนิค จะได้ 18,000 – 25,000 บาท แต่ถ้าเข้าไปทำที่บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น   จะสูงถึง 50,000 – 100,000 บาท

ตาร้อนต่อเนื่อง กับรายได้วิศวกรในต่างประเทศ

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าอาชีพวิศวกรนั้นมีรายได้ที่ดี ในเมืองไทยเองหากเทียบคนที่จบใหม่ ผู้ที่เป็นวิศวกรเมื่อเริ่มทำงานมันได้เงินเดือนสูงกว่าตำแหน่งงานอื่นๆ   และไม่เพียงในเมืองไทยเท่านั้นทั่วโลกก็มรทิศทางไปในทางเดียวกัน เวปไซต์ Types of Engineering Degrees ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของเหล่าวิศวกรในสายงานต่างๆจากหลากหลายแหล่ง เช่น Forbes สมาคมวิศวกรรม และมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ สรุปออกมาถึงรายได้ของวิศวกรในสายงานต่างๆ ข้อมูลนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่ดีที่จะช่วยให้วิศวกรที่หวังจะไปหางานในเมืองนอกได้รู้ไว้  หรือ อย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้หางานในประเทศไทยสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการต่อรองค่าตอบแทนกับองค์กรต่างชาติได้

ผลการสำรวจทาง  Types of Engineering Degrees   พบว่า อันดับ 1 เป็นของ วิศวกรปิโตรเลียมซึ่งเป็นเป็นสาขาวิชาที่มีผู้เข้าศึกษาไม่มากนักหากเทียบกับวิศวกรสาขาอื่นๆ สาขานี้จะได้รับ เงินเดือนเริ่มต้น74,240 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี  และ เงินเดือนระดับผู้เชี่ยวชาญอยู่ที่ 186,520 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี  ที่ได้มากเนื่องจากเป็นสาขาวิชาที่มีความเสี่ยงในการทำงานค่อนข้างสูง เช่น ทำงานบนแท่นขุดเจาะกลางทะเล

อันดับที่ 2  เป็นของ วิศวกรไฟฟ้า  ถือเป็นสาขาที่มีความจำเป็นในทุกแขนงของเทคโนโลยีปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การทดสอบ การบริหารจัดการอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ปู้ที่ทำงานนี้สามารถสร้างรายได้เป็น  เงินเดือน 57,330 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี สำหรับผู้ทำงานในระดับเริ่มต้น  ส่วนเงินเดือนผู้มีประสบการณ์สูงถึง  89,180 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี

อันดับที่ 3  วิศวกรคอมพิวเตอร์  เป็นอีกหนึ่งสายงานที่มีความจำเป็นต่อยุคสมัยใหม่เป็นอย่างมาก จะได้รับเงินเดือนสำหรับระดับ เริ่มต้น 63,970 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี  ส่วนเงินเดือนผู้มีประสบการณ์สูงถึง  150,130 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี  แลกกับการทำหน้าที่ออกแบบฮาร์ดแวร์ รวมถึงการดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับการทำงานในยุคสมัยใหม่ เช่น PLC หรือชิ้นส่วนควบคุมการทำงานเครื่อง CNC

อันดับที่ 5 เป็นของ  วิศวกรอากาศยาน  ปัจจุบันในต่างประเทศเราเห็นอาชีพนี้มากขึ้น เพราะธุรกิจเกี่ยวกับอากาศยานได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศที่มีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกระแสการตื่นตัวด้านอวกาศจากความสำเร็จของ SpaceX ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อนาคตของวิศวกรรมศาสตร์ด้านอากาศยานเป็นที่ต้องการมากขึ้นการทำงานที่ท้าทายนี้ทำให้พวกเขาได้รับ เงินเดือน 65,450 ดอลลาร์สหรัฐ/ปีสำหรับวิศวกรระดับเริ่มต้น  และมากถึง  103,720 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี  หากเป็นผู้มีประสบการณ์

อันดับที่ 5 ตกเป็นของ  วิศวกรเคมี  สายงานนี้เป็นที่ต้องการในการวิจัยรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับวิศวกรรมหรืองานสายอื่น เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร ยา  ความสำคัญของสายงานนี้ทำให้ได้รับเงินเดือน 58,830 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี  สำหรับวิศวกรผู้เริ่มปฏิบัติงาน และสามารถมี154,840 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี หากเป็นผู้มีประสบการณ์

ข้อมูลเงินเดือนนี้ดูแล้วมีแรงดึงดูดให้คนอยากไปหางานในเมืองนอกทำจริงไหม หากคุณมีความสามารถพอก็อย่ารอช้าเพราะโลกยุคนี้ไร้พรมแดนการไปทำงานในต่างแดนไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วจริงไหม

ขอต้อนรับเข้าสู่วงการ Finance และมารู้จักนักบริหารการเงินกันเถอะ

คุณเคยได้ยินใช่ไหมกับตำแหน่งนักการเงิน และพอรู้ใช้ไหมว่ามีสิชาชีพหนึ่งที่เรียกกันว่าวงการ Finance เขาเหล่านี้ไม่ได้ทำงานในไฟแนลที่ให้เครดิตในการซื้อรถนะ ไม่ใช่  ไม่ใช่     แต่งานการเงิน (Finance) นั้นครอบคลุมถึงตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งานหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ (Securities and Investment Banking) งานธนาคาร (Banking) งานการเงินของบริษัท (Corporate Finance) และงานจัดการลงทุน (Fund Management)

ตำแหน่งงานด้านการเงิน มีหน้าที่ การวางแผนการจัดระเบียบ การควบคุมกำกับกิจกรรมทางการเงินในบริษัท เช่น การจัดซื้อ และการใช้ประโยชน์จากเงินทุนขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ  การเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งนี้มักเจาะจงไปที่ผู้ที่จบการศึกษามาจาก คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) เนื่องจากงานทางด้านการเงินเป็นงานที่อาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน  แต่ก็ใช่ว่าจะปิดกั้นในการรับสมัครงานผู้ที่ไม่ได้จบสาขาดังกล่าว เพราะสามารถที่จะไปอบรมและได้ใบรับรองที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้านการเงิน เพื่อมาสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องได้

พูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ  แน่นอนเลยว่าผู้ที่จะมาทำงานในวงการนี้ ต้องมีคุณสมบัติเดนชัดในเรื่องความละเอียดรอบคอบ และความรับผิดชอบในการทำงาน   มีทักษะด้านการบริหารจัดการ และสามารถทำงานเป็นทีมได้  มีความรู้ความสามารถ และทักษะการบริหารการเงินเป็นอย่างดี  และที่จะทำให้คุณเป็นผู้สมัครงานที่โดดเด่นมากคือการมีความสามารถให้การโน้มน้าวใจผู้อื่น

กรณีที่คุณทำงานด้านการเงินของบริษัท หรือ เป็นฝ่ายการเงินของบริษัท คุณจะมีหน้าที่ บริหารจัดการการเงินของบริษัท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินกิจการต่าง ๆ รวมทั้ง ดูแลการใช้เงิน และจ่ายเงิน เช่น การซื้อวัตถุดิบ การควบคุมจำนวนสินค้าระหว่างผลิต กำกับดูแล การวิเคราะห์ จัดทำและนำเสนอการวางแผนการดำเนินงานการเงินทั้งระยะสั้น และระยะยาว ได้อย่างเป็นระบบนำเสนอการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน และประมาณการงบประมาณ ของฝ่ายงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ กิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯ  จัดทำและนำเสนอตัวเลขทางด้านการเงิน และจัดทำรายงานการดำเนินงานทางด้านการเงิน  จัดทำ และวางแผนการจ่ายเงิน และควบคุมการรับ-จ่ายเงินของบริษัท จัดทำ และนำเสนอแผนการใช้เงินลงทุน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจแก่ผู้บริหาร

ตำแหน่งสูงสุดสำหรับสายงานการเงินในบรัษัท   คือ  หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน หรือที่เรียกกันว่า Chief Financial Officer และที่เรียกกันเข้าใจง่ายๆก็คือ  CFO นั่นเอง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก

สายงานนี้เป็นที่ต้องการสูง  และเป็นสายงานที่สามารถทำได้ในหลายหน่วยงาน ทั้งทางภาครัฐ และเอกชน และนอกจากจะทำงานในองค์กรยังสามารถรับงานอิสระได้อีกด้วย เช่น การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลให้กับลูกค้าที่มาขอคำแนะนำ เช่น การลงทุนในหุ้น การซื้อกองทุน การจัดการภาษี เป็นต้น

เมื่อต้องไปสัมภาษณ์งานบริษัทญี่ปุ่น ควรเตรียมตัวอย่างไร

การได้ทำงานร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำเป็นความปรารถนาของคนหางาน หลากหลายคน เพราะเป็นบริษัทที่มีความมั่นคง ให้ค่าตอบแทนสูง และมีแนวทางในการพัฒนาพนักงานที่ดี ผู้สมัครงานหลายคนจึงนิยมที่จะสมัครงานในบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ แม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเป็นบริษัทข้ามชาติแต่ก็ยังคงมีวัฒนธรรมในองค์กรแบบญี่ปุ่น การที่ผู้สมัครงานจะเข้าสัมภาษณ์งานนั้นจึงต้องเรียนรู้วัฒนธรรมและมารยาทในการเข้ารับสัมภาษณ์งานให้ดี ซึ่งเรานำข้อแนะนำดีๆมาบอกกันด้วยจ้า

  1. สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสัมภาษณ์    สิ่งสำคัญที่จะลืมไปไม่ได้เลย แน่นอนว่าต้องเป็น Resume ซึ่ง Resume ที่เตรียมไป ต้องเป็นแบบญี่ปุ่น หรือเรียกว่า    Rirekisho   สมุดโน็ต  สำหรับจดบันทึกเรื่องสำคัญต่างๆ ระหว่างการสัมภาษณ์ การใช้มือถือระหว่างการสัมภาษณ์ถือว่าเป็นเรื่องที่เสียมารยาทสำหรับคนญี่ปุ่น ดังนั้นเราไม่ควรจดบันทึกใส่มือถือโดยเด็ดขาด รวมทั้งไม่ควรดูเวลาจากโทรศัพท์ ควรที่จะสวมนาฬิกา
  2. การแต่งกาย ชุดที่สวมใส่ควรเลือกชุดที่ดูสะอาดตา หลีกเลี่ยงชุดที่ดูไม่เป็นทางการ และระวังไม่ให้ยับหรือเปรอะ คนที่ผมยาวก็มัดให้เรียบร้อย ตัดเล็บและโกนหนวดเครากรณีใส่สูท สีของสูท ควรเป็นสีพื้นอย่างสีกรมหรือสีเทา หรือถ้ามีลายก็ควรเป็นลายง่าย ๆ รีดให้เรียบก็จะสร้างความประทับใจ
  3. ก่อนจะเข้าไปยังสถานที่สัมภาษณ์งาน ควรตรวจสอบเอกสารที่จำเป็น พิจารณาการแต่งกายให้เรียบร้อย  ปิดโทรศัพท์มือถือ  ควรมาก่อนเวลานัดหมาย 5 – 10 นาที การมาสาย แม้แค่ 1 นาทีก็ห้ามโดยเด็ดขาดแต่การมาถึงเร็วเกินไปก็จะเป็นการรบกวนทางบริษัท จึงต้องระมัดระวัง ถ้าเหมือนจะไปสาย ควรโทรศัพท์ไปแจ้งก่อน หากไปสายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ควรโทรไปแจ้งก่อน
  4. มารยาทการฝากตัว ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมทำกัน คุณอาจกล่าวคำทักทายกับพนักงานที่ดูแลอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ว่า “สวัสดีค่ะ ชื่อ…..มาสัมภาษณ์ค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ”
  5. มารยาทในห้องสัมภาษณ์งาน   เริ่มจากการเข้าห้องหากถูกเรียกให้เข้าไปในห้อง ให้เคาะประตูเบา ๆ ก่อนสองครั้ง เมื่อได้ยินเสียงตอบกลับ ให้เข้ามาได้ ควรตอบกลับไปว่า “รบกวนด้วยค่ะ” เมื่อเข้าห้องมาแล้วปิดประตูเบา ๆเมื่อเดินต่อมาถึงเก้าอี้ ให้หยุดยืนตรงที่ด้านซ้ายมือของเก้าอี้ สบตากับผู้สัมภาษณ์และกล่าวแนะนำตัว    เมื่อสัมภาษณ์ให้นั่งอย่างผ่อนคลาย ไม่เกร็ง และนั่งหลังตรงให้ดูบุคลิกภาพดี ให้ระวังกริยามารยาทที่ไม่ดี เช่น การกอดอกหรือนั่งไขว่ห้าง เมื่ออีกฝ่ายถามคำถามก็ให้สบตาแล้วตอบอย่างตรงไปตรงมา   และที่ขอแนะนำไว้เพิ่มเติมคือ ไม่ควรตอบคำถามแค่ ค่ะหรือไม่ค่ะ ควรจบด้วยคำพูดที่ดึงดูดจะดีที่สุด หากไม่มีความมั่นใจในการสนทนาก็ควรเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยการสบตากับอีกฝ่าย ฟังอย่างตั้งใจแล้วพยักหน้ารับและพูดรับ
  6.  การกล่าวลาเมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง ควรกล่าวถ้อยคำต่อกรรมการสัมภาษณ์ว่า “วันนี้ขอขอบคุณมาก ๆ ที่สละเวลามาสัมภาษณ์” จากนั้นโค้งคำนับ 45 องศา เมื่อกำลังจะออกจากห้อง หันกลับมากล่าว “ชิทสึเรชิมัส” แล้วโค้งคำนับหนึ่งครั้ง จากนั้นเปิดประตูเพื่อออกจากห้อง อย่าปิดตูเสียงดัง

 

Google มีวิธีการคัดเลือกคนมาร่วมงานยังไงนะ

ใครๆก็รู้ว่า Google นั้นยอดเยี่ยมขนาดไหน มีใครๆหลายคนที่อยากร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบุคลิคที่สามาร์ท และสนุกสนานแห่งนี้ และคนที่จะร่วมงานกับ Google ที่ต้องมีอะไรที่เยี่ยมยอดไม่แพ้กันแน่ๆ ในฐานะคนหางานคนหนึ่งคุณอยากรู้ไหมว่าคนที่มาสมัครงานกับ Google ต้องผ่านบททดสอบอะไรบ้าง และบริษัทระดับโลกแห่งนี้มีมีวิธีการคัดเลือกคนมาร่วมงานยังไงนะ วันนี้เราไปหาข้อมูลมาฝากคนหางานทุกคนแล้ว มาส่องกันเลยว่าเขาทำยังไงนะ

เริ่มต้นกับสิ่งที่ Google มองหาในตัวผู้สมัคร Google ต้องการคนที่มี  GigaBRIGHT หรือ หลักแหลมและมีไหวพริบความรู้รอบตัวสูง  และปฏิเสธคนที่ไม่มีความคิดเห็น และบริษัทไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากคนๆนั้นได้เลย   ยังต้องการเห็น  Peopletential หรือ ศักยภาพที่พัฒนาได้ คนที่จะสร้างประโยชน์และเป็นแรงขับเคลื่อนให้บริษัทเดินไปในทิศทางที่ดีได้ นอกจากนั้นยังสามารถปรับตัวอยู่รวมกับวัฒนธรรมขององค์กรได้อีกด้วย  คนที่โดเด่นและน่าสนใจสำหรับ Google ต้องสามารถ Smell like ‘Done’ Spirit คือ คนที่มีความพยายามจะทำงานให้สำเร็จ  คนที่มีความกระตือรือร้น ตั้งใจ และสนใจที่อยากจะทำงานจริงๆ และมุ่งมั่นที่จะ Come Together รวมกัน Google เป็น ‘หนึ่ง’ หากคุณมีความเป็นผู้นำ สามารถผลักดันทีมได้และสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้เป็นอย่างดีมีโอกาสมากทีเดียวที่จะได้ร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ นอกจากนั้นยังมองหาคนที่มี  ทักษะรอบตัว มีความสามารถหลากหลาย มีทักษะหลายด้าน และมีความสนใจในสิ่งเฉพาะทาง  และไม่จ้าง คนที่อยู่เพื่อทำงานอย่างเดียว และแน่นอนเรื่องจริยธรรมไม่อาจมองข้ามได้ Google มุ่งมั่นที่จะจ้างคนที่มีจริยธรรม และ จรรยาบรรณอันดีงาม

มาถึงวิธีการคัดเลือกผู้ที่จะมาร่วมงานกับ Google พบว่า มี 5 คำถามสุดล้ำที่ “Google” เคยใช้สัมภาษณ์ผู้สมัครงาน ลองมาดูสิว่ามีอะไรและคุณจะหาคำตอบว่าอย่างไร

  1. มีลูกบิลเลียดอยู่ 8 ลูก หนึ่งในนั้นมีน้ำหนักมากกว่าลูกอื่นๆ อยู่นิดหน่อย ถามว่าเราต้องนำลูกบิลเลียดไปชั่งบน ตาชั่งสองแขน กี่ครั้ง ถึงจะรู้ว่าลูกไหนน้ำหนักไม่เหมือนเพื่อน
  2. มีการพบศพชายคนหนึ่งในทะเลทราย ในมือของเขาถือก้านไม้ขีดอยู่ ไม่มีเบาะแสอะไรอื่นอีกเลย ลองจินตนาการอย่างสมเหตุสมผลหน่อยว่าเขาตายได้อย่างไร
  3. ต้องการน้ำ 4 ลิตร แต่มีเหยือกขนาด 3 ลิตรและ 5 ลิตรอยู่ คุณจะทำยังไงให้ได้น้ำปริมาณ 4 ลิตรพอดีเป๊ะ ด้วยอุปกรณ์ที่มีอย่างจำกัดนี้
  4. คุณสร้างบ้านหลังหนึ่ง กำแพงทุกด้านของบ้านหันไปทางทิศใต้ ทันใดนั้นเองมีหมีตัวหนึ่งเดินผ่าน ถามว่าหมีตัวนั้นมีสีอะไร
  5. หมอจ่ายยา 2 ชนิดให้คุณอย่างละ 2 เม็ด ทุกเม็ดหน้าตาเหมือนกันหมดจนไม่สามารถบอกได้ว่าอันไหนเป็นอันไหน คุณต้องกินยาชนิดละ 1 เม็ด ในตอนเช้าและตอนเย็น ถ้าคุณกินผิดหรือไม่ยอมกินเม็ดใดเม็ดหนึ่ง คุณจะตายทันที ถามว่าคุณควรทำอย่างไรเพื่อให้มีชีวิตรอด

ไม่ขอเฉลยเพราะอยากให้คุณลองคิดคำตอบดู สามารถหาเฉลยได้ในอินเตอร์เน็ต  ก่อนไปหาคำตอบน่าลองคิดเล่นๆ ถ้าตอบถูกและตอบได้ดีสัก 3 ใน 5 ข้อ แบบนี้ก็น่าไปยื่นใบสมัครงานกับ Google แล้วล่ะ